ประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยจากภาษีนำเข้าของทรัมป์
นับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดฉากการจัดระเบียบการค้าโลกครั้งใหม่ ด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในอัตราสูง พร้อมบีบให้คู่ค้าต้องเข้าร่วมโต๊ะเจรจา โดยต้องเสนอเงื่อนไขทั้งการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ การรับซื้อสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ไปจนถึงการไปลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายภาษี โดยทรัมป์หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยฟื้นดุลการค้าของสหรัฐฯ และรักษาสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือจีน
แม้ข้อตกลงจำนวนมากในการเจรจายังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การประกาศอัตราภาษีรอบใหม่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการจัดระเบียบการค้าของทรัมป์ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ประเทศคู่ค้าหลักรวมถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยจากการปรับภาษีนำเข้าของทรัมป์ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ พร้อมกับนำเสนอแนวทางที่จะช่วยให้ไทยสามารถอยู่รอดท่ามกลางสงครามการค้ารอบใหม่
Key Messages
-ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีตอบโต้และมาตรการภาษีอื่นๆ กับคู่ค้าทั่วโลก ทำให้อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงในปัจจุบันเพิ่มขึ้นราว 18.6% จากที่ในช่วงต้นปี 2025 อยู่ที่ 2.5% และจะทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตลดลง 0.71%
-มาตราการภาษีของทรัมป์กำลังสร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบใหม่ระหว่างคู่ค้าสหรัฐฯ โดยบางประเทศถูกเก็บภาษีสูงกว่าประเทศอื่นชัดเจน จากเดิมที่มีอัตราใกล้เคียงกัน (ยกเว้นจีน)
-อัตราภาษีตอบโต้ที่ประกาศสำหรับไทยอยู่ที่ 19% แต่เมื่อปรับด้วยข้อยกเว้นต่างๆ อัตราภาษีเฉพาะรายสินค้าและถ่วงด้วยน้ำหนักมูลค่าสินค้านำเข้าแต่ละประเภทแล้ว อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงจะเพิ่มขึ้น 15% มาอยู่ที่ 16.5% ต่ำกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ยังสูงกว่าคู่ค้าอื่น อาทิ เม็กซิโกและมาเลเซีย
-ภาษีทรัมป์และสงครามการค้าจะส่งผลให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น ในขณะที่ขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกของไทยถดถอยลง ทำให้ไทยเสี่ยงเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกสหรัฐฯ และทั่วโลก
-เมื่อเศรษฐกิจโลกปรับเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำลงราว 0.42–0.77% จากมาตรการภาษีของทรัมป์ ซึ่งเป็นผลรวมทั้งจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย และจากการที่ประเทศคู่ค้าอื่นทั่วโลกต่างเผชิญภาษีนำเข้าด้วยเช่นกัน อีกทั้งผลกระทบต่อไทยจะหนักยิ่งขึ้น หากถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 40% สำหรับสินค้าที่ถูกมองว่าเป็น ‘การสวมสิทธิ’ ที่นำเข้าจากจีน
-เวียดนามจะได้รับผลกระทบหนักกว่าไทย โดยคาดว่า GDP จะหดตัวราว 0.95% เพราะมีการพึ่งพิงการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 30% ของ GDP ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 2.1% ของ GDP ได้รับผลกระทบค่อนข้างต่ำราว 0.03%
-ในทางตรงกันข้าม ข้อตกลงเปิดตลาดสำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จะช่วยลดราคาวัตถุดิบและสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ภาครัฐต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ผลิต โดยเฉพาะเกษตรกร
-ไทยต้องเร่งปฏิรูปฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งหาแต้มต่อทางการค้า อาทิ เจรจาลดภาษีสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ที่สหรัฐฯ เองไม่ผลิต ผลักดันการนับมูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในอาเซียนเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN content) เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกจัดเป็น “สินค้าสวมสิทธิ”
สหรัฐฯปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ ไทยเจออัตราภาษีสูงกว่าคู่ค้าหลักหลายประเทศ
หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทยอยออกมาตรการภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้ง“ภาษีตอบโต้” (reciprocal tariffs) กับคู่ค้าทั่วโลกเพื่อลดการขาดดุลการค้าที่ไม่เป็นธรรม และมาตรการภาษีเพื่อจัดการกับการค้ายาเสพติดข้ามพรมแดนซึ่งบังคับใช้กับจีน เม็กซิโก และแคนาดา โดยทั้งสองมาตรการอาศัยอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นอกจากนี้ ยังมีการประกาศขึ้นภาษีรายสินค้าภายใต้กฎหมายการขยายการค้า มาตรา 232 (Section 232 of Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในภาคผนวก ตารางที่ 1)
ผลที่ตามมาคืออัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (effective tariff rate) โดยเฉลี่ยของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจากเพียงร้อยละ 2.5 ในช่วงต้นปี 2025 เป็นร้อยละ 18.6 (ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2025) (ดูภาพที่ 1) และกำลังสร้างความได้เปรียบ–เสียเปรียบใหม่ระหว่างประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ จากที่เดิมเผชิญอัตราภาษีใกล้เคียงกัน (ยกเว้นจีนซึ่งถูกขึ้นภาษีตั้งแต่สงครามการค้ารอบแรก) กลายเป็นมีบางประเทศถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจน
จากภาพที่ 2 จะเห็นว่าประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ เช่น สิงคโปร์และสหราชอาณาจักรถูกเก็บภาษีเพิ่มราว 10% ขณะที่ประเทศที่เกินดุล เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และหลายประเทศในสหภาพยุโรป ต้องเสียภาษีราว 15% ขณะที่กลุ่มอาเซียนรวมถึงไทยอยู่ในระดับ 19–20% ส่วนกลุ่มที่เผชิญกับภาษีหนักสุดในอัตรา 50% คือจีนที่ท้าทายความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และอีกสองประเทศที่ถูกลงโทษด้วยเหตุผลทางการเมือง ได้แก่ อินเดียที่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย และบราซิลที่ดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร
มาตรการภาษีของทรัมป์ยังมีข้อตกลงเฉพาะและข้อยกเว้นต่างๆ ที่มีผลในการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่ค้าด้วย โดยเม็กซิโกและแคนาดาได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา (USMCA) สำหรับสินค้าที่มีสัดส่วนการผลิตตามเกณฑ์ถิ่นกำเนิด โดยแม้ในปี 2024 มีการใช้สิทธิจริงเพียง 40–50% ของมูลค่าส่งออก แต่ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2025 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นราว 80%และมีการประเมินว่ากว่า 90% ของสินค้าส่งออกเข้าข่ายจะได้รับสิทธิยกเว้นภายใต้ USMCA1
ในขณะที่ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นมีข้อตกลงพิเศษว่าอัตราภาษีใหม่หลังรวมภาษีตอบโต้แล้วจะไม่เกินร้อยละ 15 สำหรับสินค้าแต่ละรายการ และสินค้าใดที่มีการเก็บภาษีเกินร้อยละ 15 อยู่แล้ว จะไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติม2
นอกจากนี้ สินค้าบางรายการจะได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ แต่จะถูกเรียกเก็บภาษีรายสินค้าแทนภายใต้กฎหมายการขยายการค้า มาตรา 232 เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน (25%) กลุ่มเหล็กกล้า อะลูมิเนียมและทองแดง (50%) อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าบางรายการที่ไม่ได้ถูกเรียกเก็บเพิ่มเติม หนึ่งในนั้นคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ อาทิ สมาร์ทโฟน ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล จอภาพแบบแบน แผงวงจรรวม รวมทั้งอุปกรณ์กึ่งตัวนำ 3
จากภาพที่ 3 จะเห็นได้ว่าไต้หวันมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมากถึง 63% ของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯทั้งหมด รองลงมาคือมาเลเซียที่ 43% ตามมาด้วยไทยและเวียดนามซึ่งมีสัดส่วน 29% และ 28% ตามลำดับ
ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีดังกล่าวอาจมีผลเพียงชั่วคราว เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 232 กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มนี้และสินค้าอื่นๆที่ได้รับการยกเว้นอยู่ด้วย อาทิ เภสัชภัณฑ์ ไม้แปรรูป และแร่สำคัญ
เมื่อพิจารณาอัตราภาษีที่แท้จริง (effective tariff rate) โดยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าการส่งออกสินค้าแต่ละประเภทในปี 2024 ปรับด้วยอัตราภาษีเฉพาะรายสินค้าและหักลบข้อยกเว้นภาษีที่มีอยู่ (ดูภาพที่ 4) จะพบว่าเม็กซิโกและแคนาดาจะมีอัตราภาษีที่แท้จริงเหลือเพียง 5.2-5.9% ในกรณีที่มีการใช้สิทธิ USMCA อย่างเต็มที่ ในขณะกลุ่มจีน บราซิลและอินเดียยังคงเผชิญกับอัตราภาษีสูงสุดเช่นเดิม
สำหรับไทย อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 15% มาอยู่ที่ 16.5% แม้เป็นระดับที่ต่ำกว่าเวียดนาม (เพิ่มขึ้นจากเดิม 15.4% เป็น 19.3%) และอินโดนีเซีย (เพิ่มขึ้นจากเดิม 17.6% เป็น 22.5%) แต่ก็ยังสูงกว่าประเทศอื่นหลายประเทศ รวมถึงมาเลเซียที่ได้อานิสงส์จากการยกเว้นภาษีในสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าไทยและเวียดนาม แสดงให้เห็นว่าการส่งออกของไทยเสี่ยงจะได้รับผลกระทบมากกว่าคู่ค้าหลายราย
ไทยเจอภาษีสูง ขีดความสามารถลด แข่งขันลำบาก
หากพิจารณาเพียงอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลกระทบต่อไทยอาจไม่มากอย่างที่คาดการณ์
การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลโดยตรงต่อการส่งออกของไทยและประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น กดให้การบริโภคโดยรวมในสหรัฐฯต่ำลง แม้ผู้ส่งออกจะสามารถผลักภาระภาษีไปยังผู้นำเข้าและผู้บริโภคสหรัฐฯ บางส่วน (ราว 70% ของภาษี)4
นอกจากนี้ สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายรายการ เป็นสินค้าที่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคสหรัฐฯ มีความอ่อนไหวต่อราคาสูง5 หากราคาสินค้าไทยสูงขึ้นกว่าคู่แข่ง ผู้นำเข้ามีแนวโน้มจะหันไปซื้อจากประเทศอื่นดังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 1% จะลดยอดส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ราว 2%6
อย่างไรก็ตาม การได้รับการยกเว้นภาษีชั่วคราวสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีมูลค่าถึง 29% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯทั้งหมด จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้พอสมควร นอกจากนี้ การที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีโครงสร้างการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯใกล้เคียงกับไทย (ดูภาพที่ 5 ดัชนีความคล้ายคลึงของสินค้าส่งออก7) ต่างเผชิญอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสหรัฐฯ เองก็ไม่น่าจะสามารถปรับการผลิตสินค้าในประเทศให้ทดแทนสินค้าที่นำเข้าจากไทยได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ในระยะสั้น
กระนั้นก็ตาม ไทยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดให้กับเม็กซิโก เนื่องจากเม็กซิโกได้เปรียบอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่ามาก และมีสินค้าส่งออกคล้ายไทยพอสมควร (ดูภาพที่ 5) ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า สินค้าส่งออก 5 อันดับแรกของไทยมูลค่าราว 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 7% ของการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ) อาจเสียส่วนแบ่งให้เม็กซิโกได้ง่าย เพราะภาษีนำเข้าทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นมากกว่า อาจทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าประเภทเดียวกันจากเม็กซิโก ซึ่งปัจจุบันมียอดส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.9% ของการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ)
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกเพื่อทดแทนสินค้าบางรายการจากจีนที่ถูกเก็บภาษีสูงกว่า แต่โอกาสนี้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการผลิตของไทย โดยต้องไม่เป็นเพียงแค่ตัวกลางนำเข้า-ส่งออกสินค้าจากจีนไปสหรัฐฯ (transshipment) ซึ่งจะไม่สร้างมูลค่าเพิ่มใดๆต่อเศรษฐกิจและอาจนำไปสู่การลงโทษทางภาษีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ
ผลกระทบจากภาษีต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ จะสะท้อนมาถึง GDP โดยปี 2024 มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ มีสัดส่วนราว 12.5% ของ GDP ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญ แต่ยังต่ำกว่าเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐสูงถึง 30% ของ GDP8
ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง เสี่ยงเสียส่วนแบ่งตลาดในสงครามการค้า
แม้อัตราภาษีนำเข้าจะไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งหลักโดยตรง แต่ไทยเสี่ยงจะได้รับผลกระทบมากกว่าเนื่องจากความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง หากประเทศคู่แข่งสามารถกดต้นทุนและลดราคาได้มากกว่า รวมถึงส่งผ่านภาระภาษี (pass-through) ไปยังผู้บริโภคสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า ก็จะทำให้สินค้าไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น
อีกทั้ง การขึ้นภาษีของทรัมป์ไม่ได้กระทบเพียงการส่งออกไปยังสหรัฐฯเท่านั้น แต่ส่งผลให้การค้าโลกแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น เพราะเมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดบริโภคใหญ่ที่สุดลดการนำเข้าลง ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบก็จะเร่งหาตลาดใหม่เพื่อทดแทน ทำให้การแข่งขันทางการค้าในภูมิภาคอื่นรุนแรงขึ้น หากคู่แข่งของไทยสามารถลดต้นทุนและราคาได้มากกว่า หรือยกระดับคุณภาพสินค้าได้ดีกว่า ไทยก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียส่วนแบ่งตลาดทั้งในตลาดสหรัฐและตลาดโลก
ข่าวร้ายคือความสามารถในการแข่งขันของไทยกำลังถดถอยลง เห็นได้จากดัชนีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ (Economic Complexity Index: ECI) ที่ลดลงราว 25% จากอันดับที่ 24 ในปี 2017 หล่นมาอยู่ที่ 29 ในปี 2023 สะท้อนถึงการสูญเสียศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ขณะเดียวกัน สินค้าหลักที่ไทยถนัด เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนน Product complexity index ของสินค้าเหล่านี้ที่ลดลง ซึ่งหมายความว่าสินค้าส่วนใหญ่ของไทยไม่ใช่สินค้าที่ผลิตยากเหมือนในอดีตอีกแล้ว เนื่องจากหลายประเทศสามารถผลิตได้มากขึ้นและจะเข้ามาแย่งตลาดส่งออก
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อกังวลด้วยว่าอุตสาหกรรมหลักอาจปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงตลาดโลก เช่น การเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเข้ามาแทนรถยนต์สันดาปที่ไทยมีความถนัด9
เศรษฐกิจไทยสุ่มเสี่ยงเติบโตต่ำลงในโลกสงครามการค้า
การวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ Global Trade Analysis Project (GTAP) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการตอบโต้ของจีนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 ภาพสถานการณ์ดังนี้ (ดูรายละเอียดในภาคผนวกที่ 3)
- ผลโดยตรง: หากพิจารณาเฉพาะผลจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยประเทศเดียว (ยังไม่รวมผลจากการที่ประเทศคู่ค้าอื่นเผชิญภาษีสูงขึ้นด้วย) คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดลงราว 0.3% และการส่งออกไปสหรัฐฯ หดตัวถึง 37% เพราะราคาสินค้าไทยจะสูงกว่าคู่แข่งมาก ทำให้ผู้นำเข้าและผู้บริโภคหันไปซื้อจากประเทศอื่นแทน
- ผลโดยรวม: เมื่อรวมผลทางอ้อมจากการที่ประเทศคู่ค้าอื่นทั่วโลกเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าด้วยเช่นกัน
- กรณีแข่งขันไม่ได้: เศรษฐกิจไทยจะหดตัวราว 0.77% โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ จะลดลง 15.4% และสูญเสียตลาดส่งออกโลกอีก 0.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมดตกลงราว 2.6%
- กรณีแข่งขันได้ในระดับหนึ่ง: การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะลดลง 0.42% โดยการส่งออกไปสหรัฐจะลดลง 13.9% แต่จะสามารถขยายการส่งออกไปตลาดอื่นได้ในระดับหนึ่ง ทำให้การส่งออกทั้งหมดตกลงเพียง 1.37%
- กรณีแข่งขันได้: หากไทยสามารถปรับตัวแข่งขันได้พอสมควร ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจำกัดอยู่เพียง 0.01% แม้การส่งออกไปสหรัฐฯ จะลดลงราว 12.53% แต่สามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น
ในทุกภาพสถานการณ์ เศรษฐกิจโลกจะหดตัวราว 0.71% และการค้าโลกจะหดตัวลงราว 2.9% โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ของทุกประเทศจะลดลง ยกเว้นเม็กซิโกและแคนาดาที่จะได้ประโยชน์การใช้สิทธิยกเว้นภาษี ในขณะที่สหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจจะหดตัวราว 2.39%เหตุผลสำคัญคือ ภาษีนำเข้าที่จัดเก็บส่วนใหญ่จะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคและบริษัทภายในสหรัฐฯ ผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนลดลง และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ภาวะเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ stagflation (เศรษฐกิจซบเซาควบคู่กับเงินเฟ้อสูง)
ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักถัดมาคือ เวียดนาม เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 30% ของ GDP โดยคาดว่า GDP จะลดลงราว 0.95% ตามมาด้วยกลุ่มประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตรา 50% ได้แก่ จีน (−0.6%), บราซิล และ อินเดีย (−0.33%) ส่วนประเทศที่กระทบค่อนข้างจำกัดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่า GDP จะลดลงเพียงราว 0.01–0.03% เพราะเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่า ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 2.1% ของ GDP ได้รับผลกระทบต่ำเช่นกันราว 0.03%
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีโอกาสได้ประโยชน์มากที่สุดคือเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งจะได้อานิสงส์จากข้อยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลง USMCA โดยคาดว่าจะสามารถขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ขึ้นอีก 7.3% จากกรณีไม่มีมาตรการภาษี และทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นอีกราว 0.35% อย่างไรก็ดี หากความขัดแย้งทางภาษีระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ผลได้ทางเศรษฐกิจก็อาจลดลงหรือแม้กระทั่งพลิกเป็นผลลบได้เช่นกัน
มาตรการจัดการ ‘สินค้าสวมสิทธิ’ จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก
ไทยและอาเซียนยังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% สำหรับสินค้าที่ถูกมองว่าเป็น ‘การสวมสิทธิ’ ของจีน โดยหลังสงครามการค้า ผู้ผลิตจีนได้ปรับตัวด้วยการส่งสินค้าผ่านประเทศในอาเซียนไปยังสหรัฐฯ (rerouting) เพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกของไทยและอาเซียนไปสหรัฐฯ เติบโตในทิศทางเกือบจะเป็นอัตราเดียวกับการนำเข้าจากจีนดังที่แสดงในภาพที่ 10
แม้ยังไม่มีงานศึกษาที่ประเมินการสัดส่วนสินค้าสวมสิทธิต่อมูลค่าการส่งออก แต่มีการคาดการณ์ว่ามีธุรกิจในไทยราว 3 พันแห่งที่ดำเนินธุรกิจแบบนำเข้า-ส่งออกสินค้าสวมสิทธิ10 ในขณะที่มีงานวิจัยระบุว่าในปี 2021 ประมาณ 16.5% ของสินค้าส่งออกจากเวียดนามไปสหรัฐฯ อาจเข้าข่ายเป็นสินค้าสวมสิทธิในอนาคต แม้ว่าสินค้าเหล่านี้บางส่วนเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีทรัมป์11
การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้แม้จะชะลอตัวจากการถูกเก็บภาษีในอัตรา 40% แต่น่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก เพราะสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือ สหรัฐฯ อาจใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (rule of origin) เพื่อคัดกรองสินค้าที่เข้าข่ายการสวมสิทธิ โดยกำหนดให้สินค้าที่อ้างว่าผลิตในไทยต้องมีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศอย่างน้อย 40–60% โดยหากต่ำกว่านี้จะถูกจัดว่าเป็นสินค้าสวมสิทธิ และต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 40% ซึ่งจะกระทบทั้งสินค้าที่สวมสิทธิจริง และสินค้าที่ผลิตในไทยโดยพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากจีนหรือประเทศอาเซียนอื่นในห่วงโซ่อุปทานด้วย
ในกรณีที่ไทยและเวียดนามได้รับผลกระทบจากมาตรการกฎแหล่งกำเนิดสินค้า โดยสมมติว่าร้อยละ 20 ของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกถูกกล่าวหาว่าเป็นสินค้าสวมสิทธิ ต้องเสียภาษี 40% จากเดิมที่ได้รับการยกเว้น เศรษฐกิจไทยจะหดตัวเพิ่มขึ้นจาก 0.7% เป็น 0.9% ขณะที่เวียดนามจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า โดยหดตัวจาก 0.9% เป็น 1.15%
ข้อตกลงเปิดเสรีกับสหรัฐฯเป็นโอกาสที่มาพร้อมกับความท้าทาย
มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบการค้าโลกใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐฯ ยังใช้การเจรจากดดันประเทศคู่ค้าให้เปิดตลาดแก่สินค้าอเมริกันมากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การทำข้อตกลงซื้อสินค้าสหรัฐฯ ข้อตกลงการลงทุนในสหรัฐฯ ตลอดจนการจัดการห่วงโซ่อุปทานของจีน มาตรการเหล่านี้อาจซ้ำเติมผลกระทบจากภาษีรุนแรง หรืออาจช่วยบรรเทาผลกระทบสำหรับบางประเทศได้เช่นกัน
สำหรับไทย เท่าที่มีการเปิดเผยรายละเอียด ไทยตกลงจะเปิดตลาดให้แก่สินค้านำเข้าสหรัฐฯ ราว 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด ในทางหนึ่ง การลดภาษีนำเข้าเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบที่มีราคาต่ำลงจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต ตัวอย่างเช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองในราคาถูกลงช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์ ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ถูกลงและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย
ทั้งนี้ การประเมินด้วยแบบจำลองพบว่าหากไทยลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรลงครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ราว 0.08% ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางลบจากการมาตรการภาษีของทรัมป์
แต่อีกด้านหนึ่ง การเปิดตลาดก็ย่อมมีผลกระทบด้านลบต่อผู้ผลิตไทยในภาคเกษตร เช่น เนื้อหมู ซึ่งต้องแข่งขันกับสินค้าสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า หากเปิดตลาดเร็วเกินไปอาจสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบัน ท่าทีของรัฐบาลไทยคือจะเปิดเสรีทางการค้าแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยกำหนดโควตาการนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตรที่เปราะบาง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการบรรเทาผลกระทบ พร้อมทั้งรักษาสมดุลระหว่างการเปิดเสรีกับการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของเงื่อนไขการเปิดตลาดที่จะตกลงกัน
ไทยจะอยู่รอดในสงครามการค้า…ต้องปรับตัวผลิตเก่งขึ้น-มองหาแต้มต่อการค้า
เราควรมองว่าการจัดระเบียบการค้าโลกใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งเริ่มต้นขึ้น กระบวนการเจรจายังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องอัตราภาษีที่ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ การกำหนดลักษณะของสินค้าสวมสิทธิ์ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน และข้อเรียกร้องใหม่ ๆ ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาในอนาคต
แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือการแข่งขันทางเศรษฐกิจจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเสริมขีดความสามารถด้านการผลิตและการส่งออก ซึ่งเดิมก็เป็นโจทย์การปฏิรูปเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับเทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาทักษะแรงงาน แต่ภายใต้บริบทใหม่นี้ โจทย์เหล่านี้จะเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น
สำหรับการเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไทยควรมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบจากมาตรการภาษีและการเปิดเสรี การหาแต้มต่อทางการค้า และการป้องกันผลข้างเคียงต่อความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
- ลดผลกระทบ
- ลดผลกระทบจากมาตรการจัดการปัญหาสินค้าสวมสิทธิ โดยร่วมมือกับอาเซียนผลักดันให้สหรัฐฯ ยอมนับมูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อกล่าวหาสินค้าสวมสิทธิ เมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์ที่จะนับเฉพาะมูลค่าการผลิตภายในประเทศไทย และช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานปรับตัวได้ง่ายเมื่อต้องลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนโดยตรง
- วางเงื่อนไขการเปิดเสรีภาคเกษตรอย่างรอบคอบ โดยควรหารือกับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ และควรมีแผนรองรับทั้งการช่วยเหลือระยะสั้นและการลงทุนเพื่อยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้
- หาแต้มต่อ
- หาโอกาสในการเจรจายกเว้นหรือลดภาษีลงจากอัตรา 19% สำหรับสินค้าบางรายการที่ไม่มีการผลิตในสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าจะส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการในสหรัฐ และจะช่วยลดระดับเงินเฟ้อในสหรัฐฯ
- ป้องกันผลข้างเคียง
- ระวังไม่ให้ข้อตกลงบางประการมีผลบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันในตลาดอื่นนอกสหรัฐฯ ตัวอย่างหนึ่งคือข้อตการตกลงซื้อ LNG จากสหรัฐฯ ซึ่งแม้เป็นสินค้าที่ไทยต้องนำเข้าอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ให้กลายเป็นการขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและเป้าหมายการลดคาร์บอน มิเช่นนั้น อาจกระทบความสามารถแข่งขันในตลาดยุโรปที่กำลังจะบังคับใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งจะทำให้สินค้าที่มีการผลิตโดยปล่อยคาร์บอนสูง มีราคาสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ตลาดยุโรป
บทความโดย ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ข้อมูลและบทวิเคราะห์อ้างอิง
- ดูเพิ่มเติมใน Obregon, Alfredo Carrillo and Scott Lincicome (2025) Trump’s Tariff Walkback Bows to Economic Reality but Leaves Plenty of Problems. CATO Institute. Fitch Ratings (2025) Special Report U.S. Effective Tariff Rate Monitor, https://www.fitchratings.com/research/corporate-finance/us-effective-tariff-rate-monitor-23-04-2025 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2025) Reuters. (2025, March 7).
ทั้งนี้ ข้อยกเว้นภาษีภายใต้ USMCA ไม่ครอบคลุมสินค้าที่ถูกพิจารณาภายใต้มาตรา 232 เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม (50%) และรถยนต์ขนาดเล็ก (25%) โดยรถยนต์ขนาดเล็กที่เข้าข่าย USMCA จะถูกเก็บภาษีในส่วนที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ขณะที่ชิ้นส่วนยานยนต์ยังคงได้รับการยกเว้นตามข้อตกลง แต่ในอนาคต สหรัฐฯ มีแผนจะเรียกเก็บภาษีสำหรับส่วนที่ผลิตนอกสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ดูใน U.S. International Trade Commission. (2025). USMCA Automotive Rules of Origin: Economic Impact and Operation (USITC Publication No. 5642). Washington, DC: USITC. Retrieved from https://www.usitc.gov/publications/332/pub5642.pdf ↩︎ - กรณีข้อสหภาพยุโรป ดูเพิ่มเติมใน EU Commission (2025) “EU-US trade deal explained,” https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/qanda_25_1930
ส่วนกรณีของญี่ปุ่นยังคงไม่แน่นอน โดยญี่ปุ่นอ้างว่าสหรัฐฯ ตกลงจะจำกัดภาษีนำเข้ารวมทั้งหมดไม่เกิน 15% สำหรับสินค้าต่างๆ รวมถึงรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่จนถึงต้นสิงหาคม 2025 สหรัฐฯ ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการและยังคงเก็บภาษีเกินกว่า 15% รัฐบาลญี่ปุ่นจึงทักท้วงและต่อมาได้ระบุว่าสหรัฐฯ ให้คำมั่นจะแก้ไขและคืนภาษีส่วนที่เรียกเกิน ดูใน Reuters. (2025, August 7). Japan says US promises to fix double tariff oversight. Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/business/japan-says-us-promises-fix-double-tariff-oversight-2025-08-07/ ↩︎ - ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะภาษีตอบโต้ ทำให้จีนได้รับการยกเว้นเพียง 10% แต่ยังคงต้องเผชิญมาตรการภาษีที่ใช้จัดการกับการค้ายาเสพติดข้ามพรมแดนและมาตรการภาษีที่ประกาศใช้ตั้งแต่สงครามการค้ารอบแรก ขณะที่เม็กซิโกและแคนาดาก็ไม่ได้รับการยกเว้นเช่นกัน เนื่องจากถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้มาตรการการจัดการมกับการค้ายาเสพติด ↩︎
- Goldman Sachs ประเมินจะมีการผลักภาระภาษีราว 70% https://www.goldmansachs.com/insights/articles/us-earnings-will-start-to-show-the-impact-of-trumps-tariffs ในขณะที่ งานศึกษาบางชิ้นพบว่าในช่วงสงครามการค้ารอบแรกระหว่างจีนและสหรัฐ การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ 1% ทำให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นราว 1% ซึ่งหมายความว่าผู้ส่งออกจีนผลักภาระทั้งหมดให้ผู้นำเข้าและผู้บริโภคในสหรัฐฯ เช่น
U.S. International Trade Commission (2023), Economic Impact of Section 232 and 301 Tariffs on U.S. Industries. และ Fajgelbaum, Goldberg, Kennedy & Khandelwal (2020), The Return to Protectionism, Quarterly Journal of Economics. ↩︎ - U.S. International Trade Commission (2023), Economic Impact of Section 232 and 301 Tariffs on U.S. Industries ↩︎
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (2025) Impact of US trade policies under Trump 2.0 on Thailand’s international trade, https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/en/our-roles/monetary-policy/mpc-publication/monetary-policy-report/mpr-box/MPR_2025_Q1_BOX1.pdf?utm ↩︎
- ดูวิธีการคำนวณดัชนีความคล้ายคลึงของสินค้าส่งออก (Export Similarity Index: ESI) ในภาคผนวกที่ 2 ↩︎
- คำนวณจากข้อมูล UN Comtrade โดยใช้มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยและเวียดนามมายังสหรัฐฯ และข้อมูล GDP จาก World Bank Data Bank ↩︎
- ดูเพิ่มใน KKP Research (2024) ‘ส่งออกไทย เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรง’, https://media.kkpfg.com/document/2024/Mar/KKP%20Research_Thai-export-competitiveness.pdf ↩︎
- SCB EIC (2025) Import influx trap…กับดักเศรษฐกิจไทยในยุคพึ่งพานำเข้าสูง.https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9839/h97b16tj5v/In-focus-Import-influx-trap-20250714.pdf ↩︎
- Iyoha, E., Malesky, E., Wen, J., & Wu, S.-J. (2025). Exports in Disguise: Trade Rerouting during the US-China Trade War?. Vox China, January 22, 2025. และ Iyoha, E. et al. (2025) Exports in Disguise?: Trade Rerouting during the US-China Trade War (Working Paper No. 24-072). Harvard Business School. https://www.hbs.edu/ris/Publication%20Files/24-072_269c46d6-2410-40b0-b680-348c488c6730.pd
สนใจสมัครสมาชิกผู้มีส่วนร่วมกับสถานีข่าว สปท. โปรดคลิ๊ก