บทความใหม่รอบเดือน

27 ธค.- สรุป ข่าวเด่นการเลือกตั้ง ปี 2569 และข่าวพรรคการเมืองในรอบสัปดาห์ ( ณ 27 ธันวาคม 2568)

credit ข่าว :-  Thai PBS

 

“พรรคประชาชน” วางแกนนำ นำสมัคร สส.ทั่วประเทศ

แกนนำพรรคประชาชนดาวกระจาย ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ “เท้ง-ณัฐพงษ์” นำสมัคร กทม. “โรม” ที่ศรีสะเกษ “ศิริกัญญา” บุกบุรีรัมย์ ส่วน “ต๋อม-ชัยธวัช” ที่เชียงใหม่ ด้าน  “ไอติม” ลุยสงขลา ส่วน “ลิซ่า” ไปนครศรีฯ

วันนี้ (26 ธ.ค.2568) พรรคประชาชนวางแผนการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต ในวันที่ 27 ธ.ค. ทั่วประเทศ โดยที่กรุงเทพมหานคร นำโดย นายณัฐพงษ์​ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เข้ารับสมัคร เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป เมื่อการสมัครเสร็จสิ้นนายณัฐพงษ์และผู้สมัคร จะขึ้นรถแห่จากกีฬาเวสน์ 2 ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ส่วนที่ภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. เวลา 07.30 น. สถานที่ ที่หอประชุมศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะที่ จ.ศรีสะเกษ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. เวลา 07.30 น. สถานที่ชลประทานศรีสะเกษ จา 13.00 น. นายรังสิมันต์ไป จ.สุรินทร์ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. ที่อาคาร 31 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

ส่วน จ.ขอนแก่น นำโดย นายอภิชาติ ศิริสุนทร พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. เวลา 06.00 น.สถานที่ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ศาลหลักเมือง)

ที่จังหวัดนครราชสีมา นำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. เวลา 07.30 น.สถานที่ อาคารสุรพัฒน์ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

จ.อุดรธานี นำโดยนายเดชรัต สุขกำเนิด พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.เวลา 08.30 น. สถานที่ ศาลหลักเมือง และที่อุบลราชธานี นำโดย นายกรุณพล เทียนสุวรรณ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.เวลา 07.00 น. สถานที่ ศูนย์ OTOP จ.อุบลราชธานี

 

สำหรับภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.เวลา 07.00 น. เป็นต้นไปสถานที่ สนามกีฬาสมโภชน์เชียงใหม่ 700 ปี

ขณะที่ภาคใต้ จ.ภูเก็ต นำโดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.เวลา 07.30  น. สถานที่ห้องประชุมชั้น 1 อาคารหอประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

จ.นครศรีธรรมราช นำโดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. เวลา 11.00 น. เวทีเปิดตัวผู้สมัคร 9 เขต สนามหน้าเมือง หลังพระบรมรูป ร.5  โดยที่ จ.สงขลา นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส. เวลา 07.30 น. เดินทางถึงหอประชุมอาคารศรีเกียรติพัฒน์ อบจ.สงขลา

นอกจากนั้นภาคตะวันออก ที่ จ.จันทบุรี นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พร้อมว่าที่ผู้สมัครสส.เวลา 08.00-10.00 น.สถานที่ กกต.จันทบุรี

 

ศึกนี้ใครจะชนะ? แคนดิเดตนายกฯ ลุยศึกเลือกตั้ง 2569

อัปเดตรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เลือกตั้ง 2569 ครบทุกพรรคการเมือง เช็กเลยพรรคไหนส่งใคร

อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในปี 2569 คือ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” บุคคลที่มีความสำคัญกับการตัดสินใจของประชาชน

แคนดิเดตนายกฯ สำคัญอย่างไร

"แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" เป็นข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่พรรคเห็นสมควรให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันว่า “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” โดยให้แต่ละพรรคเสนอรายชื่อแคนดิเดตได้จำนวนไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนทราบว่าพรรคการเมืองใดจะผลักดันใครขึ้นเป็นผู้นำประเทศ

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรคการเมืองที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคงหนีไม่พ้นบรรดาแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ โดยสามารถเช็กรายชื่อและทำความรู้จักแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2569 จากพรรคการเมืองต่างๆ ได้ที่นี่

พรรคเพื่อไทย

สโลแกน : “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้”

1. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
เปิดประวัติ "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย

2. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
เปิดประวัติ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย

3. สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดประวัติ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ปี 69

พรรคประชาชน

สโลแกน : “สร้างประเทศไทยที่ไม่มีสีเทา-เท่ากัน-ทันโลก”

1. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
รู้จัก "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 พรรคประชาชน ลุยศึกเลือกตั้ง 2569 2. ศิริกัญญา ตันสกุล
"ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล" แคนดิเดตนายกฯ หญิงหนึ่งเดียว "พรรคประชาชน"

3. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
เปิดโปรไฟล์ "อ.ต้น" วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 3 พรรคประชาชน

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ปี 69

พรรคภูมิใจไทย

สโลแกน : “พูดแล้วทำพลัส”

1. อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดประวัติ "อนุทิน ชาญวีรกูล" แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคภูมิใจไทย

2. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
"สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" จากทูตระดับโลกสู่ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 พรรคภูมิใจไทย

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ปี 69

พรรครวมไทยสร้างชาติ

สโลแกน : “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ”

1. พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
เปิดประวัติ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 "รวมไทยสร้างชาติ"

2. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
เปิดประวัติ "อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 2 "รวมไทยสร้างชาติ"

3. นราพัฒน์ แก้วทอง
เปิดประวัติ "นราพัฒน์ แก้วทอง" แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 "รวมไทยสร้างชาติ"

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ปี 69

พรรคประชาธิปัตย์

สโลแกน : “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา”

1. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

2. การดี เลียวไพโรจน์

3. กรณ์ จาติกวณิช

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ปี 69

พรรคไทยสร้างไทย

สโลแกน : "ไม่โกง มีประสบการณ์ ทำงานสำเร็จ"

1. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

2. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย ปี 69

พรรคกล้าธรรม

สโลแกน : “ทำมากกว่าพูด”

1. ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม ปี 69

พรรคไทยก้าวใหม่

สโลแกน : “ก้าวใหม่ ให้ไทยสตรอง”

1. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

2. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ ปี 69

พรรคพลวัต

สโลแกน : “Smart Support and Sincere”

1. กัณวีร์ สืบแสง

พรรคเศรษฐกิจ

สโลแกน : "ชาติไทย ต้องมาก่อน"

1. พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพ

 

 

 

เลือกตั้ง 2569 วันที่ 8 ก.พ. เลือก สส. พร้อม "ออกเสียงประชามติ" รธน.ใหม่ ให้ลงทะเบียน ออกเสียงประชามติ 3-5 ม.ค. 2569

ลือกตั้ง 2569 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นับเป็นวันสำคัญที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิ 2 เรื่องในวันเดียวกัน คือ 1. เลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ 2. ในครั้งนี้ยังจะมีการ "ออกเสียงประชามติ" เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนจะใช้สิทธิเพื่อกำหนดทั้งผู้แทนในสภาฯ และทิศทางกติกาการเมืองของประเทศ ไปพร้อมกัน

ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2569 อย่างเป็นทางการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเปิดรับสมัคร สส. แบบเขต วันที่ 27-31 ธ.ค. 2568 ส่วน การส่งรายชื่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ การแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กกต.ได้กำหนดส่งรายชื่อ ภายในวันที่ 28-31 ธ.ค.2568

นั่นหมายความว่า ภายในปี 2568 ประชาชนจะได้ ทราบทั้ง "ผู้สมัคร สส." เขตของตนเอง และ รายชื่อ "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดยแต่ละพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ ไม่เกิน 3 คนต่อพรรค รวมไปถึงนโยบายของแต่ละพรรค

เลือกตั้ง สส. 2569 : เลือกคน เลือกพรรค บริหารประเทศ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในปี 2569 เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนใช้สิทธิเลือก ผู้แทนของตนเข้าสู่สภา เพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมาย พิจารณาจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ต่อรัฐบาล ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับ บัตรเลือกตั้ง สส. เพื่อกากบาทเลือกผู้สมัคร หรือ พรรคการเมืองตามระบบที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผลการเลือกตั้งจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และกำหนดทิศทางนโยบายประเทศ

ออกเสียงประชามติ : กลไกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากการเลือก สส. แล้ว วันเดียวกันประชาชนยังต้องร่วม ออกเสียงประชามติ ในประเด็นสำคัญ คือ การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การทำประชามติครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในระยะยาว

การออกเสียงประชามติครั้งสำคัญเพื่อรับฟังเสียงของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2569 นี้ จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. การจัดการจะต้องทำอย่างไรบ้าง บัตรมีรูปแบบอย่างไร และการออกเสียงนอกเขต ทำได้หรือไม่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568

โดยที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดกรณีให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ กกต. กำหนดวันให้มีการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ หากพิจารณาเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาจกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปก็ได้ จึงสมควรให้มีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 22 มาตรา 24 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 37 และมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 29

มาตรา 30 มาตรา 31 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 59 มาตรา 61 มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงออกระเบียบเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปไว้ ดังนี้

โดยระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568" และระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

รวมถึงระเบียบนี้ให้ใช้บังคับเฉพาะกรณีการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป บรรดาการใดๆ เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เขตออกเสียง หน่วยออกเสียง และ ที่ออกเสียง

  • ให้ใช้หน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งเป็นหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง โดยให้ถือว่าประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งเป็นประกาศกำหนดหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง
  • ให้มีคูหาเพิ่มเติมสำหรับออกเสียงในที่เลือกตั้งด้วยการจัดวางคูหาตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุด้วย
  • ก่อนวันออกเสียง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือผู้ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมอบหมาย ดำเนินการ ดังนี้

(1) จัดให้มีการหาวัสดุอุปกรณ์การออกเสียง ตลอดจนการจัดภายในบริเวณที่เลือกตั้งให้ใช้ในการออกเสียงได้โดยสะดวกตามตัวอย่างแผนผังที่ออกเสียงท้ายระเบียบนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจปรับแผนผังที่ออกเสียงได้ตามสภาพพื้นที่ของที่ออกเสียงก็ได้

(2) ให้ป้ายบอกที่เลือกตั้งเป็นป้ายบอกที่ออกเสียงด้วย ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือผู้ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมอบหมาย ส่งมอบให้คณะกรรมการประจำเขตหรือผู้ที่คณะกรรมการประจำเขตมอบหมาย เพื่อมอบให้กรรมการประจำหน่วยร่วมกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการแทนได้

ที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

  • ในการออกเสียงนอกเขตออกเสียง ให้คณะกรรมการประจำเขตประกาศกำหนดให้ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งเป็นที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียงตามแบบ อ.ส. 1/1 ก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

ในกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศเปลี่ยนแปลงที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการประจำเขตหรือผู้ที่คณะกรรมการประจำเขตมอบหมายประกาศเปลี่ยนแปลงที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียง โดยประกาศตามแบบ อ.ส. 1/2 และให้นำความในส่วนที่ 2 หน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  • ในการออกเสียง ณ ที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ให้คณะกรรมการประจำเขตประกาศกำหนดให้ที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ เป็นที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ตามแบบ อ.ส. 1/3 ก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

ในกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศเปลี่ยนแปลงที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ให้คณะกรรมการประจำเขตหรือผู้ที่คณะกรรมการประจำเขตมอบหมายประกาศเปลี่ยนแปลงที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ โดยประกาศตามแบบ อ.ส. 1/4 และให้นำความในส่วนที่ 2 หน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้มีสิทธิออกเสียง

ผู้มีสิทธิออกเสียง ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และมีหน้าที่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างอิสระ

อ่านฉบับเต็ม https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/99768.pdf

 

กกต.เตรียมเปิดลงทะเบียนออกเสียงประชามติ 3-5 ม.ค.นี้

นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 ในการบรรยายในหัวข้อ "การมีส่วนร่วมของประชาชนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง" โดยระบุ นายกรัฐมนตรี จะต้องประกาศให้ออกเสียงประชามติภายในวันที่ 2 ม.ค.2569 การเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต สส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงการออกเสียงประชามติ จะจัดในคูหาเดียวกัน ในวันที่ 8 ก.พ.2569 เท่านั้น โดยการออกเสียงประชามติ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร กกต.จะประกาศให้ลงทะเบียน ภายในวันที่ 3-5 ม.ค.69 ผ่านระบบออนไลน์

ลือกตั้ง 2569 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นับเป็นวันสำคัญที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิ 2 เรื่องในวันเดียวกัน คือ 1. เลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ 2. ในครั้งนี้ยังจะมีการ "ออกเสียงประชามติ" เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนจะใช้สิทธิเพื่อกำหนดทั้งผู้แทนในสภาฯ และทิศทางกติกาการเมืองของประเทศ ไปพร้อมกัน

ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2569 อย่างเป็นทางการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเปิดรับสมัคร สส. แบบเขต วันที่ 27-31 ธ.ค. 2568 ส่วน การส่งรายชื่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ การแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กกต.ได้กำหนดส่งรายชื่อ ภายในวันที่ 28-31 ธ.ค.2568

นั่นหมายความว่า ภายในปี 2568 ประชาชนจะได้ ทราบทั้ง "ผู้สมัคร สส." เขตของตนเอง และ รายชื่อ "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดยแต่ละพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ ไม่เกิน 3 คนต่อพรรค รวมไปถึงนโยบายของแต่ละพรรค

เลือกตั้ง สส. 2569 : เลือกคน เลือกพรรค บริหารประเทศ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในปี 2569 เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนใช้สิทธิเลือก ผู้แทนของตนเข้าสู่สภา เพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมาย พิจารณาจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ต่อรัฐบาล ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับ บัตรเลือกตั้ง สส. เพื่อกากบาทเลือกผู้สมัคร หรือ พรรคการเมืองตามระบบที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผลการเลือกตั้งจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และกำหนดทิศทางนโยบายประเทศ

ออกเสียงประชามติ : กลไกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากการเลือก สส. แล้ว วันเดียวกันประชาชนยังต้องร่วม ออกเสียงประชามติ ในประเด็นสำคัญ คือ การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การทำประชามติครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในระยะยาว

การออกเสียงประชามติครั้งสำคัญเพื่อรับฟังเสียงของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2569 นี้ จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. การจัดการจะต้องทำอย่างไรบ้าง บัตรมีรูปแบบอย่างไร และการออกเสียงนอกเขต ทำได้หรือไม่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568

โดยที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดกรณีให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ กกต. กำหนดวันให้มีการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ หากพิจารณาเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาจกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปก็ได้ จึงสมควรให้มีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 22 มาตรา 24 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 37 และมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 29

มาตรา 30 มาตรา 31 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 59 มาตรา 61 มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงออกระเบียบเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปไว้ ดังนี้

โดยระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568" และระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

รวมถึงระเบียบนี้ให้ใช้บังคับเฉพาะกรณีการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป บรรดาการใดๆ เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เขตออกเสียง หน่วยออกเสียง และ ที่ออกเสียง

  • ให้ใช้หน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งเป็นหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง โดยให้ถือว่าประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งเป็นประกาศกำหนดหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง
  • ให้มีคูหาเพิ่มเติมสำหรับออกเสียงในที่เลือกตั้งด้วยการจัดวางคูหาตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุด้วย
  • ก่อนวันออกเสียง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือผู้ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมอบหมาย ดำเนินการ ดังนี้

(1) จัดให้มีการหาวัสดุอุปกรณ์การออกเสียง ตลอดจนการจัดภายในบริเวณที่เลือกตั้งให้ใช้ในการออกเสียงได้โดยสะดวกตามตัวอย่างแผนผังที่ออกเสียงท้ายระเบียบนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจปรับแผนผังที่ออกเสียงได้ตามสภาพพื้นที่ของที่ออกเสียงก็ได้

(2) ให้ป้ายบอกที่เลือกตั้งเป็นป้ายบอกที่ออกเสียงด้วย ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือผู้ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมอบหมาย ส่งมอบให้คณะกรรมการประจำเขตหรือผู้ที่คณะกรรมการประจำเขตมอบหมาย เพื่อมอบให้กรรมการประจำหน่วยร่วมกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการแทนได้

ที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

  • ในการออกเสียงนอกเขตออกเสียง ให้คณะกรรมการประจำเขตประกาศกำหนดให้ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งเป็นที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียงตามแบบ อ.ส. 1/1 ก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

ในกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศเปลี่ยนแปลงที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการประจำเขตหรือผู้ที่คณะกรรมการประจำเขตมอบหมายประกาศเปลี่ยนแปลงที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียง โดยประกาศตามแบบ อ.ส. 1/2 และให้นำความในส่วนที่ 2 หน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  • ในการออกเสียง ณ ที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ให้คณะกรรมการประจำเขตประกาศกำหนดให้ที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ เป็นที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ตามแบบ อ.ส. 1/3 ก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

ในกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศเปลี่ยนแปลงที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ให้คณะกรรมการประจำเขตหรือผู้ที่คณะกรรมการประจำเขตมอบหมายประกาศเปลี่ยนแปลงที่ออกเสียงสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ โดยประกาศตามแบบ อ.ส. 1/4 และให้นำความในส่วนที่ 2 หน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้มีสิทธิออกเสียง

ผู้มีสิทธิออกเสียง ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และมีหน้าที่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างอิสระ

อ่านฉบับเต็ม https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/99768.pdf

 

กกต.เตรียมเปิดลงทะเบียนออกเสียงประชามติ 3-5 ม.ค.นี้

นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 ในการบรรยายในหัวข้อ "การมีส่วนร่วมของประชาชนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง" โดยระบุ นายกรัฐมนตรี จะต้องประกาศให้ออกเสียงประชามติภายในวันที่ 2 ม.ค.2569 การเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต สส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงการออกเสียงประชามติ จะจัดในคูหาเดียวกัน ในวันที่ 8 ก.พ.2569 เท่านั้น โดยการออกเสียงประชามติ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร กกต.จะประกาศให้ลงทะเบียน ภายในวันที่ 3-5 ม.ค.69 ผ่านระบบออนไลน์

 

 

คนกรุงเทพฯ 67.8 % ออกไปเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาชน

คนกรุงเทพฯ 67.8 % จะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ระบุ สส.แบบแบ่งเขต จะเลือก พรรคประชาชน 35.2% ยังไม่ตัดสินใจ 24.1% และ พรรคภูมิใจไทย 14.9% ขณะที่ 31.9% มอง"ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" เหมาะสมนั่งนายกฯ

วันนี้ (27 ธ.ค.2568) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการรับสมัคร) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยมีการกระจายการเก็บข้อมูลในกลุ่มเขตชั้นใน กลุ่มเขตชั้นกลาง กลุ่มเขตชั้นนอก จำนวนทั้งสิ้น 1,145 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 23 – 26 ธ.ค.2568

ผศ.ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการรับสมัคร) เนื่องจากภายหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 เวลา 08.00-17.00 น. เป็น วันเลือกตั้ง โดยระหว่างวันที่ 27–31 ธ.ค.2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการ

การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนด และระหว่างวันที่ 28 – 30 ธ.ค.2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. และ วันที่ 31 ธ.ค.2568 เวลา 08.30 – 16.00 น. วันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิดในการเตรียมตัวในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และความนิยมของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคการเมือง และการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ก่อนการรับสมัคร) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะออกไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ร้อยละ 67.8 และคิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดียวกันร้อยละ 55.2

ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด อันดับแรกคือ นโยบายของพรรคการเมือง ร้อยละ 27.5 อันดับสองคือ ตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ร้อยละ 26.3 อันดับสามคือ พรรคการเมือง ร้อยละ 19.9 อันดับสี่คือ ไม่แน่ใจ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 16.1 และอันดับห้าคือ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 10.2

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยากได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 30.2 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 24.9 อันดับสามคือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 17.1 อันดับสี่คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 13.4 และอันดับห้าคือ ผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 6.3

และอยากได้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 40.6 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 19.9 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 13.1 อันดับสี่คือ ผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ร้อยละ 8.6 และอันดับห้าคือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 7.2

ในส่วนของนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญ อันดับแรกคือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 24.7 อันดับสองคือ ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอาชีพ ร้อยละ 22.9 อันดับสามคือ ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ร้อยละ 19.5 อันดับสี่คือ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 10.3 และอันดับห้าคือ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 8.2

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบแบ่งเขต จากพรรคการเมือง

  • อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.2
  • อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 24.1
  • อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.9
  • อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.6
  • อันดับห้าคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 5.1
  • อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 4.5
  • อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.8
  • อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.9
  • อันดับเก้าคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.7
  • อันดับสิบคือ พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 0.6

และตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมือง

  • อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.2
  • อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 24.3
  • อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.9
  • อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.5
  • อันดับห้าคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 5.1
  • อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 4.5
  • อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.8
  • อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.9
  • อันดับเก้าคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.7
  • อันดับสิบคือ พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 0.6

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าบุคคลใดเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด

  • อันดับแรกคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 31.9
  • อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 25.9
  • อันดับสามคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.9
  • อันดับสี่คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 6.4
  • อันดับห้าคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 5.7
  • อันดับหกคือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 5.5
  • อันดับเจ็ดคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 2.7
  • อันดับแปดคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 2
  • อันดับเก้าคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ร้อยละ 1.5
  • อันดับสิบคือ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ร้อยละ 1.

 

whitebanner